สมาชิกกลุ่ม (มาครบ)
นางสาวสิริยากรณ์ ยืนยาว109
นางสาวณัฏฐณิชา ชาวนา110
นางสาวจิรภัทร บุตะเคียน122
นางสาวศุภนิดา ได้ดี 125
นางสาวนิศา ชื่นนอก 128
สมาชิกกลุ่ม (มาครบ)
นางสาวสิริยากรณ์ ยืนยาว109
นางสาวณัฏฐณิชา ชาวนา110
นางสาวจิรภัทร บุตะเคียน122
นางสาวศุภนิดา ได้ดี 125
นางสาวนิศา ชื่นนอก 128
นิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกเเกะ (The Wolf and the Lamb )
เนื้อเรื่องนิทาน: หมาป่ากับลูกแกะ
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในฤดูร้อนที่อากาศสดใส ลูกแกะตัวน้อย กำลังเพลิดเพลินกับการดื่มน้ำสะอาดจากลำธารอย่างสบายใจ
(ดนตรีเข้า: เพลงที่ 1 (เพลงลูกเเกะ) บรรเลงช้าและนุ่มนวล) มันเลือกดื่มน้ำอยู่บริเวณด้านล่างที่น้ำไหลลงมาจากเบื้องบน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขุ่นเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หมาป่าผู้หิวโหย ก็เดินลงมาจากเนินเขาสูง มันสังเกตเห็นลูกแกะอยู่ด้านล่างและเกิดความโลภอยากจะจับกิน
(ดนตรีเปลี่ยน: เพลงที่ 2 (เพลงหมาป่ากับเเกะ) เข้ามาในจังหวะช้าและหนักแน่น พร้อมเสียงกลอง/เคาะไม้) หมาป่าเดินเข้าไปใกล้แล้วตะคอกด้วยเสียงอันดังว่า เจ้าแกะชั่ว! เจ้าดื่มน้ำจนทำให้น้ำขุ่นหมดแล้ว ข้าดื่มน้ำที่ไหนได้อีก
ลูกแกะตอบด้วยความเคารพแต่มีเหตุผล (ดนตรีค่อยๆ เงียบลง/เหลือแต่เสียงพูด) ท่านครับ! ท่านอยู่สูงกว่าผม และผมก็อยู่ไกลจากท่านมาก น้ำไหลจากด้านบนลงมาด้านล่างอย่างไรเล่า น้ำที่ผมดื่มจึงไม่ได้ทำให้น้ำที่ท่านดื่มขุ่นเลยแม้แต่น้อยหมาป่าโกรธจัดเมื่อโต้แย้งด้วยเรื่องน้ำไม่ได้ จึงเปลี่ยนเรื่อง ถึงอย่างนั้น ก็เป็นเจ้าที่ด่าว่าข้าเมื่อปีที่แล้ว ลูกแกะตอบอย่าง สุภาพว่า โอ้...ท่านครับ เมื่อปีที่แล้วผมยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ ผมยังไม่ได้ลืมตาดูโลกเลย
เมื่อหมาป่าหมดข้ออ้างที่จะหาเรื่องได้อีกต่อไป มันก็ไม่ได้สนใจเหตุผลอีกแล้ว มันพูดขึ้นมาอย่างดุดันว่า ไม่ว่าเจ้าจะอ้างอย่างไร ข้าก็จะกินเจ้าอยู่ดี เพราะข้าจะไม่ยอมอดตายเพราะความเจ้าเล่ห์ของเจ้า!
(ดนตรีเข้า: เพลงที่ 2 ”เพลงหมาป่ากับเเกะ“ เล่นเร็วและรัว ดุดัน) หมาป่ากระโดดเข้าใส่ลูกแกะทันที และจับลูกแกะกินเป็นอาหาร
จบฉากด้วยเสียงฉับพลัน/เสียงกลองเน้นหนัก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : (ดนตรีเข้า: เพลงที่ 1 ”เพลงบ้านเรา“ บรรเลงช้ามาก นุ่มนวล) สำหรับผู้ที่ต้องการหาเรื่องรังแกผู้อื่นด้วยอำนาจ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีเหตุผลหรือความจริงอย่างไร ก็ไม่สามารถเอาชนะความตั้งใจของคนพาลได้
2. ตัวละครหลัก
หมาป่า - เจ้าเลห์ มีอำนาจ หาเรื่อง ดุร้าย
ลูกเเกะ - อ่อนเเอ บริสุทธิ์ มีเหตุผล
3. เพลงประกอบและจังหวะ (อย่างน้อย 2 เพลง)
ต้น (เปิดเรื่อง/ลูกเเกะ)
เพลงที่ 1 เพลงลูกแกะ
เนื้อเพลง โอ้ลูกแกะน้อยแสนใสซื่อ
ระวังให้ดี ในโลกที่ไม่แน่นอน
หมาป่าเจ้าเล่ ที่คอยรออยู่
ความไว้วางใจที่สร้างความวุ่นวาย
หมาป่าเข้ามาใกล้ลูกแกะ
ด้วยคำพูดหวานและเสน่ห์ที่มี
แต่ในใจของมันนั้นคิดคด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
อารมณ์/จังหวะ : สงบ ปลอดภัย เเสดงถึงความไร้เดียงสา
กลาง (หมาป่าเข้ามา/ช่วงปะทะคารม)
เพลงที่ 2 เพลงหมาป่ากับเเกะ
เนื้อเพลง หมาป่าตัวหนึ่งยืนกินน้ำพลัน ที่ต้นลำธาร ทามกลาง พฤกษ์ไพร
ตามันเหลือบแลมองไปเจอ ลูกแกะในทันใด ใจมันใคร่จับกินลูกเเกะ นั้นไซร้
อารมณ์/จังหวะ : คุกคาม ตึงเครียด น่ากลัว
ท้าย (หมาป่าจับลูกเเกะ/ปิดเรื่อง)
เพลงที่ 2 ทำนองเพลงหมาป่ากับแกะ เล่นเร็วเเละดุดัน
อารมณ์/จังหวะ : จบ เน้นความดุของหมาป่า
ปิด (สรุปข้อคิด)
ดนตรีบรรเลงนุ่มนวล / เพลงบ้านของเรา ทำนองช้า
4. โน้ต - หาโน้ตประกอบ
เพลงลูกแกะ
ท่อนที่ 1: การเตือนภัย
โอ้ลูกแกะน้อยแสนใสซื่อ
ลา(ต่ำ) - โด - เร - มี - มี - เร - โด
ระวังให้ดี ในโลกที่ไม่แน่นอน
เร - มี - ฟา - มี - เร - โด - ที(ต่ำ) - ลา(ต่ำ)
ท่อนที่ 2: หมาป่าปรากฏตัว
หมาป่าเจ้าเล่ ที่คอยรออยู่
ลา(ต่ำ) - โด - มี - ลา - ซอล - ฟา - มี
ความไว้วางใจที่สร้างความวุ่นวาย
เร - เร - ฟา - มี - เร - โด - ที(ต่ำ) - ลา(ต่ำ)
ท่อนที่ 3: เล่ห์เหลี่ยมของหมาป่า
หมาป่าเข้ามาใกล้ลูกแกะ
ลา - ลา - ที - โด(สูง) - โด(สูง) - เร(สูง) - มี(สูง)
ด้วยคำพูดหวานและเสน่ห์ที่มี
มี(สูง) - มี(สูง) - ฟา(สูง) - ซอล(สูง) - ฟา(สูง) - มี(สูง) - เร(สูง)
ท่อนจบ: บทสรุป
แต่ในใจของมันนั้นคิดคด
ฟา(สูง) - มี(สูง) - เร(สูง) - โด(สูง) - ที - ลา - ซอล
ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ฟา - มี - เร - ที(ต่ำ) - ลา(ต่ำ)
เพลง หมาป่ากับเเกะ
หมาป่าตัวหนึ่ง ยืนกินน้ำพลัน
โด เร มี | ซอล ซอล มี เร โด
ที่ต้นลำธาร ท่ามกลาง พฤกษ์ไพร
โด เร มี | ซอล ลา ซอล มี เร
ตามันเหลือบแล มองไปเจอ
มี ซอล ลา ซอล | มี เร
ลูกแกะในทันใด
โด เร มี | ซอล มี เร โด
ใจมันใคร่จับ กินลูกแกะ
มี ซอล ลา ซอล | มี เร
นั้นไซร้
โด เร มี โด
หมาป่าเข้ามา: บรรเลงด้วยจังหวะ ช้าและเน้นเสียงหนักๆ
หมาป่าจับลูกแกะ: บรรเลงด้วยจังหวะ เร็วและรัว เพื่อให้จบแบบฉับพลัน
ตัวอย่างสคริปต์ประกอบเพลง
ฉากที่ 1: ลูกแกะดื่มน้ำ
• ผู้เล่า: วันหนึ่ง ลูกแกะตัวน้อยกำลังดื่มน้ำใสสะอาดที่ลำธารอย่างสบายใจ....
• (เริ่มบรรเลงเพลงที่ 1: เพลงบ้านเรา จังหวะช้าๆ นุ่มนวล)
• ลูกแกะ (ทำท่าทาง): (ดื่มน้ำ) น้ำอะไรช่างเย็นชื่นใจจริงๆ
• (ดนตรีค่อยๆ เฟดออก)
ฉากที่ 2: หมาป่าปรากฏตัว
• ผู้เล่า: ทันใดนั้น หมาป่าผู้หิวโหยก็เดินลงมาจากเนินเขา และเห็นลูกแกะอยู่เบื้องล่าง มันจึงคิดจะหาเรื่อง.
• (เริ่มบรรเลงเพลงที่ 2: เพลงหมาป่ากับเเกะ จังหวะช้าและหนักแน่น พร้อมเสียงกลอง/เคาะไม้)
• หมาป่า (เสียงดุดัน): เฮ้! เจ้าแกะโง! เจ้าดื่มน้ำจนทำให้น้ำขุ่นหมดแล้ว!
• (ดนตรีเฟดออก)
ฉากที่ 3: หมาป่าจับลูกแกะ
• ผู้เล่า: ลูกแกะพยายามอธิบายด้วยเหตุผล แต่หมาป่าไม่ยอมฟัง เพราะมันตัดสินใจแล้วว่าจะกินลูกแกะให้ได้..
• หมาป่า: ไม่ว่าเจ้าจะอ้างอย่างไร ข้าก็จะกินเจ้าอยู่ดี!
• (ดนตรีเข้า: เพลงที่ 2: เพลงหมาป่ากับเเกะ เล่นเร็วและรัว ดุดัน)
• (จบฉับพลันด้วยเสียง แฉะ จากฉาบหรือกลอง)
ฉากที่ 4: สรุปข้อคิด
• ผู้เล่า: นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
• (ดนตรีเข้า: เพลงที่ 1: เพลงลูกเเกะ บรรเลงช้าๆ นุ่มนวล)
5. เครื่องดนตรี - เครื่องกำกับจังหวะ อย่างน้อย 1ชิ้น
ชื่อเครื่องดนตรี
-เเทมโบลีน (Castanet หรือ Wooden Block)
บทบาทในนิทาน
- แทนเสียงลูกแกะ และจังหวะที่ลูกแกะพูดอย่างมีเหตุผล
วิธีการใช้งาน/จังหวะ
-ตีเป็นจังหวะ เบาและสม่ำเสมอ (เบา-เบา-เบา)
ชื่อเครื่องดนตรี
-กลองเล็ก/โทน (หรือใช้การตีกล่อง/โต๊ะเบาๆ)
บทบาทในนิทาน
-แทนเสียงหมาป่า และความตึงเครียด
วิธีการใช้งาน/จังหวะ
-ตีจังหวะ หนักและช้า (ตึ้ง...ตึ้ง...) เพื่อสร้างบรรยากาศน่ากลัว
สุนทรียะทางดนตรีและการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย
Aesthetic Music and Movement for Preschoolers
วันจันทร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะ การให้จังหวะผ่านการเคลื่อนไหว และกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลงสำหรับเด็กปฐมวัย ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของดนตรีและการเคลื่อนไหวในฐานะสื่อการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยเนื้อหาที่ได้ศึกษามีความครอบคลุมตั้งแต่ประโยชน์ของการให้จังหวะ วิธีการใช้เครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่วมกับเพลงเพื่อเสริมสร้างทักษะพื้นฐานในชีวิตประจำวันของเด็ก
สิ่งที่ได้เรียนรู้คือเครื่องดนตรีให้จังหวะ เช่น กลอง ฉิ่ง กรับ ระฆัง หรือไม้เคาะจังหวะ ล้วนเป็นสื่อที่มีความเหมาะสมกับวัยเด็ก เนื่องจากใช้งานง่าย ปลอดภัย และช่วยพัฒนา กล้ามเนื้อใหญ่–กล้ามเนื้อเล็ก ไปพร้อมกัน เด็กได้ฝึกการฟังจังหวะ การเคาะตามจังหวะที่ถูกต้อง รวมถึงการควบคุมแรงและการประสานงานของมือและสายตา ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานของทักษะการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ที่ยากขึ้นในอนาคต
จากเนื้อหาทำให้เข้าใจว่าการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน วิ่ง กระโดด หมุน หรือแกว่งแขนตามจังหวะเพลง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะมอเตอร์หลัก (Motor Skills) ได้อย่างสมวัย การฝึกเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอทำให้เด็กมีความคล่องตัวมากขึ้น รู้จักควบคุมร่างกาย มีความสมดุล และสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากเสียงดนตรีได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กกล้าแสดงออกมากขึ้นในบรรยากาศที่สนุกสนานและเป็นกันเอง
การใช้เพลงและเสียงดนตรีในกิจกรรมช่วยให้เด็กมีอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ร่าเริง และพร้อมเปิดรับการเรียนรู้ เด็กเกิดความสุขจากการมีส่วนร่วมและสามารถทำงานร่วมกับเพื่อน ผ่านการเคาะจังหวะและเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน เด็กได้เรียนรู้การรอคอย การทำงานเป็นกลุ่ม และการเคารพจังหวะของผู้อื่น จึงถือเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมทักษะสังคมได้อย่างดีเยี่ยม
จากการศึกษาทำให้เห็นว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงเป็นการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีให้เด็กได้จินตนาการท่าทางของตนเองตามท่วงทำนองของเพลง นำไปสู่การคิดสร้างสรรค์และความกล้าแสดงออก เด็กได้ทดลองท่าทางใหม่ ๆ และมีโอกาสแสดงออกตามธรรมชาติของตน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการคิดริเริ่มและความมั่นใจในตัวเอง
จากการเรียนรู้ในครั้งนี้ ข้าพเจ้าตระหนักถึงความจำเป็นในการออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็ก โดยเลือกใช้เครื่องดนตรีที่มีน้ำหนักเบา ปลอดภัย และง่ายต่อการจับถือตามวัย ใช้เพลงที่มีจังหวะชัดเจนเพื่อให้เด็กสามารถทำตามได้ง่าย รวมถึงให้โอกาสเด็กได้ลองทำจังหวะหรือท่าทางด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมความมั่นใจและการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังควรบันทึกสังเกตการณ์เพื่อประเมินพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างเป็นระบบ
2) กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
2.1 ความหมายของกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนต่าง ๆ ตามจังหวะของเสียงดนตรีและเสียงเพลง มีผู้ให้ความหมายของกิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะหลายท่าน กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2553: 9) สรุปไว้ว่า กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ หมายถึง กิจกรรมที่ร่างกายตอบสนองต่อจังหวะของเสียงเพลงและดนตรีตามอัตราความช้าและความเร็วของจังหวะ และแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการไม่ใช่แต่เพียงด้านร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทางด้านอารมณ์สังคม และสติปัญญา
2.2 ประเภทของกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย
รังสฤษฏิ์ บุญชะลอ (2539) กล่าวถึง การแบ่งชนิดของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น ออกเป็น 2 ประเภท
1. การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในขณะที่ยืนอยู่หรือนั่งอยู่กับที่ เช่น ตบมือ ก้มเงย ผงกศีรษะ สั่นแขน ดัน บิดตัว ยกเท้า นั่งลง ลุกขึ้น กระทืบเท้า เหยียดเท้าและเหยียดแขนออกไป
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม การเคลื่อนไหวแบบนี้ขึ้นอยู่กับการใช้เท้าเป็นสำคัญ โดยการก้าวเท้าออกไปในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดดไปข้างหน้าและข้างหลัง
2.3 ทักษะของการเคลื่อนไหวเบื้องต้น
1. การเคลื่อนไหวแบบไม่เคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ส่วนฐานของร่างกายอยู่กับที่ไม่ต้องเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองเป็น 3 ลักษณะคือ
- การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เป็นทักษะง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมาแต่เกิด อาจเริ่มต้นด้วย
การยืนอยู่กับที่แล้วก้มตัวลง เงยหน้าขึ้นแล้วเอียงตัวไปทางซ้าย-ขวา เหวี่ยงแขนบิดตัวไปมา หมุนแขน คอเข่า เอว ข้อเท้า การฝึกอาจจัดให้เป็นแนววงกลมหรือแถวเดียวหน้ากระดานและให้ทำพร้อมกัน คำนึงถึงความสะดวกในการดูแลอย่างทั่วถึง จุดสำคัญต้องเน้นคือการหาทางจูงใจเด็กให้เกิดความสนใจและสนุกสนานในการปฏิบัติการเคลื่อนไหวพื้นฐานแบบนี้ เช่น
- การเคลื่อนไหวแบบสัมพันธ์ ซึ่งเป็นลักษณะการเคลื่อนไหวที่ใช้ส่วนของร่างกายให้ สัมพันธ์กัน เช่น แขนกับขา ขาวกับลำตัว ทั้งนี้ต้องอาศัยความแข็งแรงและสมรรถภาพทางกายของบุคคลเป็นองค์ประกอบด้วย โดยนำเอาทักษะพื้นฐานมาผสมให้ติดต่อกันได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ย่อตัวลงแล้วเหยียดตัวขึ้น ผลักแล้วดึง เอียงแล้วเหวี่ยง เหวี่ยงแล้วบิดตัวไปมา เป็นต้น
- การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์ เป็นการใช้อุปกรณ์มาประกอบในการเคลื่อนไหว
โดยไม่เคลื่อนที่ เช่นไม้ คฑา บอล ห่วง ยางรถยนต์
2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวร่างกายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เป็นการเคลื่อนไหวร่างกายแบบง่าย ๆ และสลับซับซ้อน เป็นการเคลื่อนน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่งและได้ระยะทางไปด้วย ซึ่งแบ่งออกได้ 2 แบบ
- การเคลื่อนไหวปกติ ได้แก่ การเคลื่อนไหวที่เป็นแบบอย่างของอิริยาบถง่าย ๆ ทั่วไป
เช่น การเดิน หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักก้าวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกครั้งหนึ่งจะต้องอยู่บนพื้นเสมอ
การวิ่ง หมายถึง การเคลื่อนที่ถ่ายน้ำหนักตัวจากเท้าหนึ่งไปยังอีกเท้าหนึ่ง โดยในขณะที่ถ่ายน้ำหนักตัวนั้น เท้าทั้งสองจะไม่อยู่บนพื้นเลย จังหวะการลงสู่พื้นดินเรียกว่าจังหวะเดิน
การกระโดด หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นพร้อมกันทั้งสองเท้า แล้วลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อม ๆ กัน ขณะที่ลงสู่พื้นเข่าทั้งสองจะต้องย่อเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรงกระแทก การลงสู่พื้นต้องลงด้วย
การกระโจน หมายถึง การวิ่งช้า ๆ ให้ลอยตัวอยู่ในอากาศนาน ๆ กว่าธรรมดา ลงสู่พื้นด้วยปลายเท้าก่อนฝ่าเท้า และงอเข่าในขั้นสุดท้ายตามจังหว ะเป็นการรวมทั้งทักษะการเดินกับวิ่งเข้าด้วยกัน
การเขย่ง หมายถึง การกระโดดขึ้นจากพื้นด้วยขาข้างเดียวแล้วลงสู่พื้นด้วยขาข้างเดิม ไม่มีการถ่ายน้ำหนักตัวจากขาขาหนึ่งไปอีกขาหนึ่ง ขาจะทำงานเพียงข้างเดียว
การก้าวชิด หมายถึง การก้าวเท้าใดเท้าหนึ่งไปข้างหน้าแล้วก้าวเท้าหลังตามมาชิดกับเท้าหน้า ถ้าทำแบบเดียวกันตลอดหรือสลับเปลี่ยนเท้าได้
- การเคลื่อนไหวพิเศษ เป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวที่ใช้พื้นฐานการเดิน การวิ่ง การเขย่ง โดยการเพิ่มก้าวและจังหวะ ลักษณะการก้าวจะผสมกัน
2.4 หลักการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวของเด็กปฐมวัย
การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวในระดับปฐมวัยนี้ จำเป็นต้องจัดให้สอดคล้องกับพัฒนาการและความสนใจ เด็กใน วัยนี้มักจะชอบสำรวจสิ่งรอบๆ ตัว วิ่งไปวิ่งมา ปืนป้าย กระโดด รวมทั้งการเล่นผาดโผน จึงควรจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ซึ่ง จรวยพร ธรณินทร์ (2532 : 7-13 ได้เสนอหลักการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว ดังนี้คือ
1. มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมไง้เด็กเคลื่อนไหวอย่างมีคุณภาพมากกว่าการแสดงออกมาเป็นแบบแผน
2. ครุเป็นผู้นำเสนองานที่เกี่ยวกับรูปแบบหรือบางส่วนของร่างกาย แทนการใช้คำสั่งให้ออกกำลังกายเพื่อบริหาร ส่วนใดส่วนหนึ่ง
3. เสนอแนะแนวทางแก่เด็กในการคิดและสำรวจทำทางการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆก่อนที่จะแก้ปัญหาหรือหาข้อยุดี
4. ให้อิสระแก่เด็กในการเรียนการสอนซึ่งกำหนดชอบเขตไว้อย่างชัดเจน
5. ให้เด็กทุกคนได้แสดงความสามารถและจินคนาการอย่างเต็มที่
6. กระตุ้นให้เด็กใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาหรือหาช้อยุดิตามระดับความสามารถของแต่ละบุคคลหลักการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะเป็นแนวทางให้แก่ครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับ จิตวิทยาพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสมตามวัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กในการเคลื่อนไหวให้พัฒนาทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
2.5 ประโยชน์ของการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กปฐมวัย
-พัฒนาบุคลิกภาพและความสง่างามในการเคลื่อนไหว
-ส่งเสริมความกล้าเเสดงออก
-สร้างความสนุกสนานเเละเพลิดเพลิน
-ผ่อนคลายความตึงเครียด
-ตอบสนองความต้องการตามธรรมชาติเเละสร้างความพึงพอใจ
-ขยายความสัมพันธ์กับผู้อื่น
-เพิ่มความคล่องเเคล่วว่องไว
-ส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีงาม
-ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์เเละออกกำลังกาย
-ส่งเสริมสุขภาพกายเเละจิตใจให้สมบูรณ์ มีความสุข
-มีพํฒนาการทุก 4 ด้าน
2.6 ความสำคัญการเคลื่อนไหวและจังหวะ
3) สุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
“สุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย” ทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความหมาย แนวคิด และบทบาทของสุนทรียะในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองสุนทรียะไม่ใช่เพียงความงามเชิงรูปธรรม แต่เป็น “ประสบการณ์ภายใน” ที่เกิดจากการรับรู้ ความรู้สึก ความประทับใจ และการเชื่อมโยงทางอารมณ์ของเด็กกับสิ่งรอบตัว ซึ่งการเรียนรู้ครั้งนี้ช่วยให้ฉันเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการจัดสุนทรียศึกษาในปฐมวัยคือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้สัมผัสโลกด้วยหัวใจ และได้เปิดประตูสู่ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระ
จากแนวคิดของนักทฤษฎีต่าง ๆ เช่น Smith, Beardsley, Goodman และ Kaelin ทำให้ฉันเข้าใจว่า สุนทรียะไม่ใช่ความงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นการรับรู้ที่เกี่ยวข้องกับ
ความรู้สึกที่ประณีตและละเอียดอ่อน
การตีความสิ่งที่พบเห็นด้วยมุมมองส่วนตัว
ความกลมกลืนระหว่างอารมณ์ ความคิด และการกระทำ
การสร้างความหมายจากประสบการณ์ชีวิต
การนำแนวคิดนี้มามองเด็กปฐมวัย ทำให้ฉันตระหนักว่าเด็กไม่ได้มองศิลปะในแบบผู้ใหญ่ เด็กสัมผัสโลกด้วยความสนใจ ลีลา สีสัน และความสนุกสนาน เป็นประสบการณ์สุนทรียะบริสุทธิ์ตามธรรมชาติของพวกเขาเอง
การเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่าสุนทรียศึกษาเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมพัฒนาการหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
ด้านอารมณ์ : เด็กได้ระบายความรู้สึก รู้จักความสุข ความสงบ หรือความตื่นเต้น
ด้านสติปัญญา : เด็กได้คิด ทดลอง เปรียบเทียบ ตีความ และแก้ปัญหา
ด้านการเคลื่อนไหว : เด็กใช้มือ เชื่อมโยงการรับรู้ทางกล้ามเนื้อกับสิ่งที่มองเห็น
ด้านสังคม : เด็กเรียนรู้การแบ่งปัน การสื่อสาร และการเคารพงานของผู้อื่น
สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันเห็นว่า “สุนทรียการเรียนรู้” คือฐานสำคัญของการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม มากกว่าการสอนศิลปะแบบกิจกรรมเพียงอย่างเดียว
การเรียนรู้เรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนักถึงบทบาทที่สำคัญของครูในการจัดสุนทรียศึกษา ได้แก่
จัดสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นประสาทสัมผัส เช่น แสงธรรมชาติ วัสดุหลากหลาย ธรรมชาติรอบตัว
ไม่กำกับหรือสั่งให้เด็กทำตามแบบอย่าง เพราะจะจำกัดจินตนาการ
ตั้งคำถามปลายเปิด เพื่อกระตุ้นการคิดและการตีความ เช่น “หนูคิดอย่างไรกับสีนี้?”
ให้โอกาสเด็กเลือกด้วยตนเอง ทั้งวัสดุ วิธีทำ และแนวคิด
สังเกตและสะท้อนกลับ เพื่อเสริมคุณค่าในสิ่งที่เด็กทำ
บทเรียนนี้ทำให้ฉันเข้าใจว่า ครูไม่ได้เป็น “ผู้สอนศิลปะ” แต่เป็น “ผู้อำนวยประสบการณ์สุนทรียะ” ที่ช่วยให้เด็กเติบโตด้วยความรู้สึกที่งดงามต่อโลกและต่อชีวิต
ฉันเรียนรู้ว่าสุนทรียศึกษาไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะในห้องเรียนศิลปะเท่านั้น แต่เกิดได้ในความธรรมดา เช่น
ลวดลายของเงาไม้
เสียงฝน
ความแตกต่างของพื้นผิว
สีสันในห้องเรียน
การเล่นวัสดุธรรมชาติ
สิ่งเล็กน้อยเช่นนี้สามารถขยายเป็นประสบการณ์สุนทรียะที่ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต สนใจ และมีความสุขกับการค้นพบในชีวิตประจำวัน
จากการศึกษาครั้งนี้ ทำให้ฉันตั้งใจนำหลักการสุนทรียศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ เช่น
เปิดโอกาสให้เด็กสร้างสรรค์อย่างอิสระ
ใช้กิจกรรมที่เน้นการสำรวจ (exploration) มากกว่าการผลิตงานสวยงาม
ส่งเสริมการคิด การพูดถึงงานศิลป์ของตนเอง (art talk)
ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งสุนทรียะที่เด็กเข้าถึงได้ง่าย
เคารพในกระบวนการและผลงานของเด็กทุกชิ้น
สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีทัศนคติเชิงบวกต่อการเรียนรู้
การศึกษาหัวข้อสุนทรียศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยทำให้ฉันเข้าใจว่า สุนทรียะคือการเรียนรู้ที่ผสานความรู้สึก ความคิด และประสบการณ์ชีวิตเข้าด้วยกัน เด็กได้เรียนรู้โลกอย่างลึกซึ้งผ่านการสัมผัส ทดลอง และสร้างสรรค์ ครูจึงมีบทบาทในการเปิดพื้นที่แห่งอิสระ ความงาม และความหมาย เพื่อให้เด็กพัฒนาตนเองทั้งด้านอารมณ์ สติปัญญา และจิตวิญญาณแห่งการเรียนรู้
สมาชิก
นางสาวสิริยากรณ์ ยืนยาว109
นางสาวณัฏฐณิชา ชาวนา110
นางสาวจิรภัทร บุตะเคียน122
นางสาวศุภนิดา ได้ดี 125
นางสาวนิศา ชื่นนอก 128